หายไปนานมากๆๆ
(รู้สึกว่าช่วงหลังจะเป็นอย่างงี้ตลอด 55+)
แบบว่า ทุกคนเริ่มลืมบล็อกนี้ไปแล้ว (รวมถึงคนเขียนด้วย….. ฮา)
จะเริ่มยังไงดีเนี่ย…..
แบ่งเป็นตอนๆเขียนละกันนะ คิดว่ามันน่าจะยาว(มาก)เหมือนเอนทรี่อันหลังๆทุกอัน 55
อ่านทีละตอนไปละกัน !
สารบัญ
1. กลับไทย… อีกแว้ว
2. ปี 1 เทอม 1
3. กลับโอซากา อ้าอ้าอ้าอ้าอ้า
4. เที่ยวคิวชู ! ! !
5. ซักนิดก่อนเปิดเทอม
เอ่อ นึกอีกที ไอเรื่องไปเที่ยวหลังกลับมาญี่ปุ่นนี่ขอเป็นเอนทรี่หน้าละกันนะ ถ้าจะเขียนใส่อันนี้มันคงจะยาวเกินไป และกว่าจะได้อัพนี่อาจจะเป็นชาติหน้าได้ = =
1. กลับไทย… อีกแว้ว
เป็นการกลับไทยครั้งที่สาม ตั้งแต่มาญี่ปุ่น
คราวนี้ได้กลับมา 6 อาทิตย์แน่ะ จากที่ได้ยินมา บวกกับที่เห็นว่าเวลาอยู่ไทยก็นาน (ถ้าเทียบกับสองคราวที่แล้ว ที่มากสุดคือ 20 วันเอง) แถมกลับมาคราวนี้เพื่อนๆก็ยังเปิดเทอมอีก เราก็เลยคิดว่าปิดเทอมครั้งนี้น่าจะได้เที่ยวน้อยๆๆ
แต่ปรากฎว่า…… 5555+
คือเพราะทุกคนเปิดเทอมแล้วทำให้วันของเรามันมักจะเริ่มตอนเย็นๆ แบบว่าตื่นเที่ยง ทำอะไรหน่อย แล้วก็ออกจากบ้าน กลับถึงบ้านก็ประมาณสี่ทุ่ม ห้าทุ่ม (โหดสุดๆก็ตีหนึ่ง 555 < โดนว่าไปบ้างเล็กน้อย)
ที่เจอบ่อยจะเป็นพวกคนที่เรียนศิริราช แบบว่านัดเจอที่เซนทรัลปิ่นเกล้า เจอแบบอาทิตย์ละครั้ง สองครั้งเลย จนกลายเป็นว่ากลับไทยครั้งนี้เนี่ยไปเซนทรัลปิ่นเกล้าบ่อยกว่าไปสยามอีก 555+
สรุปการกลับไทยครั้งนี้ก็คือ ไม่เห็นจะเบื่อเลยยย ตอนแรกนึกว่ากลับมาครั้งนี้แล้วจะเบื่อไปเลย แบบว่าไม่ต้องกลับมาอีกนานๆก็ได้ = =”
คือ ณ ตอนนี้ก็อยากกลับไปเจอเพื่อนอีกแล้ว 55
(แอบสงสารหลายคน โดนเราชวนไปเที่ยวบ่อยเกิน 555 อันนี้พูดจริงๆ เพราะดูเรียนหนักๆกันอยู่)
เสียดายนิดนึงที่คราวนี้ถ่ายรูปน้อย (คือกลับมาครั้งแรกตอนธันวานี่แทบจะพูดได้ว่าไปไหนก็ถ่ายรูปหมด)
ว่าแล้วก็โชว์รูป ชอบรูปนี้อ่ะ สวย ><
กลับคราวนี้มีอะไรพิเศษ.. หรือเรียกว่า แปลก ดี
คือเราไป…เอ่อ ต้องใช้คำว่าอะไร ผ่าตัด มาแหละ = =
ที่ไม่รู้ว่าจะใช้คำว่าอะไรดีก็เพราะความจริงแล้วมันไม่ใช่ผ่าตัดแหละ แต่มันต้องทำในห้องผ่าตัด (งงมะ 55)
คือเราไปจี้จมูกมา… ฟังดูฮา 55+ คือที่ก็รู้ๆกันว่าเราเป็นไซนัสอะ แบบว่าหายใจไม่ออก แล้วพอป่วย มันก็จะยิ่งหายใจไม่ออก แล้วถึงนอนเยอะก็จะเหมือนนอนน้อย บางทีตื่นมาปวดหัว เพราะว่าได้อากาศไม่พอ กลับไปคราวนี้ก็เลยไปจี้ต่อมซักอย่างในจมูกที่มันบวมแล้วทำให้หายใจไม่ออกอะ คือแบบใช้คลื่นวิทยุเผามันเลย !
ที่ต้องทำตอนกลับไทยครั้งนี้ก็เพราะว่า.. มันต้องใช้เวลานาน แบบทำเสร็จแล้วต้องไปหาหมอทุกอาทิตย์อ่ะ แล้วกว่าแผลจะหายก็ใช้เวลา
ตอนจะทำก็.. ไปถึงโรงบาลแล้วก็เปลี่ยนเสื้อ เข้าห้องผ่าตัด คือตอนแรกเราก็ไปรอในห้องๆนึงก่อน เสร็จแล้วก็มีคนเข็นเตียงมาให้เรานอน แล้วเค้าก้เข็นเราไปเข้าห้องผ่าตัด (ดูเว่อมาก 55)
ไปถึงก็ใส่ยาชาที่จมูกก่อน คือหมอก็เอาสำลีไปชุบยา แล้วก็ใส่เข้าไปในจมูกเราทั้งสองข้าง รอซักพักนึง เสร็จแล้วก็ขึ้นเตียงผ่า หลังจากนั้นหมอก็เอาผ้ามาปิดหน้าเรา (คือไม่ให้เราเห็น) แล้วเค้าก็ฉีดยาชากับ adrenaline ใส่ข้างในจมูก (เจ็บนิดนึง) รอซักแปปนึง หัวใจเราก็เริ่มเต้นเร็ว.. แบบรู้สึกได้เลย ตาสว่างขึ้นมา ทั้งๆที่วันนั้นตื่นตั้งแต่ตีห้ากว่าๆเพื่อไปโรงพยาบาล
เสร็จแล้วหมอก็หยิบเครื่องอะไรซักอย่างใส่เข้าไปในจมูกเราแล้วก็บอกว่า “เจ็บนิดนึงนะ” แล้วมันก็มีเสียงอะไรซักอย่าง.. ประมาณว่าคล้ายๆเสียงเครื่องยนต์เบาๆ แล้วเราก็สะดุ้ง เพราะรู้สึกเหมือนถูกไฟช็อต 55+
ไปซักแปปนึงก็ได้กลิ่นไหม้…. แบบว่าคล้ายๆกลิ่นเวลาไปกินเนื้อย่างเลย (มันคือเนื้อเราแหละที่ไหม้ 55)
เค้าก็ทำทั้งสองข้าง เป็นอันจบ…
วันนั้นเราต้องนอนอยู่เฉยๆ ประคบเย็นที่จมูก (เป็นอะไรที่ทรมาน) ห้ามกินอะไรที่ต้องเคี้ยวเยอะ เพราะเคี้ยวเยอะแล้วเลือดไหล จะเดินไปไหนก้ไม่ได้ เพราะยืนแล้วเลือดไหล= =” ก็เลยต้องนอนอยู่เฉยๆไปอย่างนั้นแหละ
แต่หลังจากนั้นไม่ต้องประคบแล้ว แต่ว่าห้ามออกกำลัง (คือห้ามทำอะไรที่จะทำให้หัวใจมันเต้นเร็วๆจนเลือดมันไหลออกจากแผลอะ) แล้วก็ต้องนอนพักเยอะๆๆ แผลจะได้หายไวๆ
จำได้ว่านอนอยู่บ้านสองวัน หลังจากนั้นก็ออกเที่ยวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น 55 (แต่ตอนนั้นก็ไม่กล้าร้องเกะมาก แบบกลัวเลือดไหล 555)
จะบอกว่า… ทำไอนี่นี่ชิวกว่าผ่าฟันคุดเยอะอ่ะ คือเราว่ามันเจ็บน้อยกว่า
เรื่องกลับไทยก็… แค่นี้แหละมั้ง
2. ปี 1 เทอม 1
มา เริ่มเล่าเรื่องย้อนหลังหน่อยดีกว่า
ได้เป็นเด็กมหาลัยซักที ! !
เตือนความจำนิดนึง ณ ตอนนี้เรายังเป็นเด็กปี 1 อยู่เลย (พึ่งจบเทอมหนึ่งไป) คือจะบอกว่าด้วยเหตุนี้บางทีเราเลยลืมไปว่าเพื่อนๆยังเรียนปี 1 กันอยู่ = =”
สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าญี่ปุ่นเปิดเทอมตอนไหนบ้างนะ (กลับมาคราวนี้คนถามเยอะมาก)
เทอมแรก ก็ เมษาถึงกรกฎา
ปิดเทอมสิงหา กันยา
เทอมสองก็ ตุลาถึงต้นๆกุมภา
ปิดเทอมที่เหลือของกุมภา มีนา
นั่นแหละ
เทอมแรกเป็นอะไรที่ผ่านไปอย่างเร็วมาก แบบว่าเรียนแค่สามเดือนเองมั้งเนี่ย = =”
อย่างที่รู้กันว่า มันเปิดเทอมช้า ก็เลยมีเรียนวันเสาร์ด้วย แบบว่า เซงมาก
กลับมาทุกคนก็ถามว่าเรียนเป็นไงๆๆๆๆ
เอาจริงๆคือวิชาที่ทำให้เหนื่อย มีอยู่ไม่กี่วิชาอ่ะ
อันนึงก็คือญี่ปุ่น ที่เราเคยบอกไปว่า มันสอบทุกอาทิตย์ + การบ้านเยอะ
อีกวิชาก็คือ ไอที่เพื่อนเรามันชวนไปลง เป็นวิชาของคณะบริหาร แล้วมันมีแต่ปีสามปีสี่ลง เหอ ! แบบว่ายาก งานก็เยอะ แต่ก็ซุยๆผ่านมาได้ 55+
ตอนสอบก็…..
มีหลายวิชามากที่ ไม่เช็คชื่อ ไม่มีการบ้าน ไม่มีรายงาน ไม่มีสอบกลางภาค
คือสอบปลายภาค 100% Oo
สนุกสนาน 555+
เราเริ่มตั้งตัวอ่านเกือบเดือนนึงก่อนสอบเลยอะ (นึกไปถึงตัวเองตอนม.ปลายแล้วรู้สึกว่าทำไมมันต่างกันขนาดนี้ 55) คือสภาพตอนนั้นแบบ เริ่มมองไปเห็นตัวเองในอนาคต 55 แบบว่าถ้าไม่อ่านตอนนี้ตายห้าแน่นอน
(คือตอนมปลายไม่เคยคิดแบบนี้ 55)
ขอบ่นนิดนึงว่า มีวิชานึงที่ทำให้เรากังวล มันคือประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของอินเดีย
คือเนื้อหาเยอะมวากกกก แล้วเราก็ไม่ชอบประวัติศาสตร์ยุคเก่าๆอยู่แล้ว แล้วก็พึ่งมาตั้งใจเรียนในห้องตอนที่เค้าเริ่มสอนถึงตอนที่อังกฤษมาบุกอินเดีย
ปัญหาคือเป็นข้อสอบเขียน สองกระดาษ A4 = =”
คือให้เขียนเป็นเรียงความเลยอ่ะ
ด้วยความที่อ่านไม่ทัน บวกกับการมองโลกในแง่ดีว่า อาจารย์น่าจะออกหัวข้อมาให้เลือกหลายๆอัน เราก็เลยอ่านไปแค่ครึ่งนึงของทั้งหมด (ความจริงไม่ถึงครึ่งด้วย)
คือธรรมดาจะมีข้อสอบเก่าจากรุ่นพี่กันแหละ แต่คือปีนี้เปลี่ยนอาจารย์หลายคน + วิชาที่อาจารย์คนเดิมเราก็ไม่ได้ลง (อ่าว) คือเรื่องมันตั้งแต่ตอนที่เกิดแผ่นดินไหวอ่ะ คือตอนคิดตารางเรียนเราอยู่คนเดียว ก็เลยลงกะเพื่อนไปเลย ถือเป็นอะไรที่ท้าทายดี 55
สรุป สำหรับวิชานั้น อาจารย์เค้าก็ออกหัวข้อมาให้สามอัน ให้เราเลือก แล้วก็มีอันนึงที่เป็นเรื่องที่เราอ่านไปพอดี
โล่งอกมาก ตอนจะสอบแอบคิดว่า ถ้าไม่ตรงนี่ได้ส่งกระดาษเปล่าอ่ะ 55+
วิชาอื่นก็โอเคหมดอ่ะนะ…
มีเสียวๆคือสถิติ คือเราโง่มากเว้ย 55
มันก็จะเป็นโจทย์ที่มีสิบช๊อยซ์ เวลาหาคำตอบได้เค้าก็จะให้กาข้อที่มันมีค่าใกล้คำตอบที่สุด
แล้วด้วยความที่สถิติมันเป็นทศนิยมหลายหลักอยู่ เราก็เลยกาช๊อยส์ผิดไปหลายข้อ(เยอะใช้ได้)เลย คือรีบทำไป
ที่น่าเจ็บใจคือคิดคำตอบออกมาถูก เหอๆ(แบบว่าเช็คกะเพื่อนก่อนออกจากห้องสอบแล้ว)
แต่… ไม่มีความรู้สึกเครียดเลย 55+
คิดแบบตอนมัธยมเลยว่า แค่ไหนก็แค่นั้น (แต่เราก็บ่นเยอะใช้ได้เลย)
เออ แล้วก็ตอนนี้เกรดออกแล้วแหละ (มันพึ่งออก ก็เลยพึ่งมาพิมพ์เพิ่ม) ปรากฎว่าวิชาที่เราคิดว่าจะไม่ได้ A นี่็ก็ได้ A แหละ ดีใจๆๆ
3. กลับโอซากา อ้าอ้าอ้าอ้า
คิดไว้ตั้งนานแล้วว่า ถ้าสอบเสร็จแล้ว ปิดเทอมปุ๊ป จะกลับไปโอซากา
แบบว่าอยากไปเจอเพื่อนที่เรียนด้วยกันปีที่แล้ว รุ่นน้อง รุ่นพี่ และก็โฮส
ถ้าใครรู้จักเราก็น่าจะพอรู้ว่าเราเป็นพวกแบบ… เอ่อ.. ต้องใช้คำว่าอะไรอะ ยึดติดกับอดีต? 55+
คือเราจะยึดติดกับที่เก่าๆ คนเดิมๆ อย่างเช่นเวลาย้ายโรงเรียนหรือเลื่อนชั้นอย่างเนี้ย เราก็จะยังพยายามคุย ติดต่อ กับเพื่อนเก่าๆอยู่
เห็นได้ชัดสุดก็คงตอนขึ้นมปลายแหละมั้ง แบบว่ากลับไปหาเพื่อนม.ต้นบ่อยมาก
บางทีก็ไม่รู้มันไม่ค่อยดีรึเปล่า ? แบบว่าบางทีเราจะรู้สึกว่าเราสนิทกับคนใหม่ๆยากขึั้น
แต่เหมือนว่าอาการแบบนี้จะน้อยลงแล้วนะ (เหมือนว่า)
กลับเข้าเรื่อง
จำได้เลยว่าสอบเสร็จวันพฤหัสตอนเที่ยง แล้วเราก็กลับหอไปจัดของที่จะไปโอซากา แล้วก็ออกจากหอไปเลยตั้งแต่บ่ายสองนิดๆ ทั้งๆที่ตอนแรกวางแผนไว้ว่าจะไปวันศุกร์ แต่พอสอบเสร็จแล้วมันรู้สึกคึกมาก 555
แบบว่า อารมณ์ตอนออกจากห้องสอบวิชาสุดท้ายมานี่แบบ ไม่ไหวแล้ววว ไปวันนี้เลยดีกว่าโว้ยยย
ตอนนี้เลยเว้ยยยย
55555+
เราก็ไปด้วยรถไฟชินคันเซน (หรือที่รู้จักกันในนาม bullet train ที่มันวิ่งได้เร็ว 350 km/h อ่ะ) จากโตเกียวไปโอซากาก็ประมาณ 2 ชม 45 นาทีได้นะ
อยากจะบอกว่าตื่นเต้น ! เพราะว่าพึ่งได้นั่งเป็นครั้งแรก คือก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาสให้นั่งเลย (แต่เดี๋ยวหลังจากนี้จะได้นั่งจนเบื่อเรย = = จงติดตามตอนต่อไป)
เออ อยากจะบอกอีกว่า มันแพง(แสรด!) เที่ยวนึงประมาณ 4000 กว่าบาทอ่ะครับบ
มีสิ่งที่ประทับใจเกี่ยวกับรถไฟชินคันเซนอยู่อย่างนึง….
นั่งไป เล่นมือถือไป แปปๆก็ถึงแล้ว
ตอนลงรถไฟเนี่ย มันเป็นความรู้สึกที่แปลกมาก จนตัวเราเองแปลกใจ
คือมันรู้สึก….. จะบรรยายว่ายังไงดี …… แบบว่ารู้สึกดีใจ เผลอยิ้มออกมาโดยที่ตัวเองไม่รู้ตัว มันเป็นความรู้สึกคล้ายๆกับตอนที่ลงจากเครื่องบินที่สุวรรณภูมิตอนกลับครั้งแรก เป็นความรู้สึกเดียวกับเวลาที่ได้เจอเพื่อนที่ไม่ได้เจอหน้ากันมานาน..
ก็บอกแล้วว่าเรายึดติดกับอดีต 55+
ถึงโอซากาปุ๊ป ก็ไปบ้านรุ่นพี่ที่เราบอกว่าอยู่ใกล้ๆหอเราตอนปีที่แล้วอ่ะ (คือจะไปค้างที่นั่น) เดิมวางแผนไว้ว่า จะไปค้างบ้านเพื่อนคนนึงด้วย แต่ช่วงนั้นมันกำลังสอบพอดี ก็เลยยกเลิกไป
พอไปถึงปุ๊ปป ก็พบรุ่นพี่ พร้อมรุ่นน้องทุกคนพร้อมหน้า.. แล้วเราก็เล่นเกมสามก๊ก 555 (มันเป็นเกมไพ่น่ะ)
เออ ลืมบอกไปว่า มันเป็นวันพฤหัส ! คือพรุ่งนี้เช้าน้องๆต้องไปเรียน แบบว่าเราก็แอบเกรงใจ (แต่ก็เล่นกันไปจนถึงห้าทุ่มกว่าๆ 55)
วันต่อมา… วันศูกร์..

ไปเข้าเรียนกับอาจารย์ที่สอนเราปีที่แล้ว (และรุ่นน้อง) 55
แบบเราไปเข้ามาสองห้อง คืออาจารย์ที่สอนเราปีที่แล้วเค้ามาสอนสองคนพอดีในวันนั้น เราก็ไปหาอาจารย์คนแรกก่อน ซึ่งเค้าสอนห้องส่วนตัวอยู่ คือ 1 ต่อ 1 เรย ! แล้วเผอิญนักเรียนคนนั้นเป็นรุ่นน้องคนไทยพอดีเราก็เลยเข้าไป เนื่องจากว่ามีนักเรียนแค่คนเดียวเค้าก็เลยสอนเร็ว ทำให้มีเวลาคุยมาก 55+ และเค้าก็ยังบอกให้เราลองสอนรุ่นน้องอีกต่างหาก ! -0-
มาอีกห้องก็ เป็นห้องรวม (แบบที่เราเรียนปีที่แล้ว)
เออ คั่นนิดนึง สำหรับคนที่สงสัยว่าทำไมถึงมีคนได้เรียนตัวต่อตัว คำตอบก็คือ เพราะเค้ามาญ๊่ปุ่นช้า เลยต้องเรียนห้องเดี่ยว
ต่อๆ
ห้องรวมก็… เลยไม่ค่อยได้คุยอะไรมากเท่าไหร่ แต่ว่ามันเป็นความรู้สึกที่แบบ… ว้าว มาก (งงล่ะสิ) คือมันเหมือนย้อยอดีตไปน่ะ รู้สึกไม่น่าเชื่อเลยว่าเผลอแปปๆก็ผ่านไปอีกปีแล้ว
พอเรียนเสร็จเราก็ไปกินข้าวเที่ยงกับอาจารย์ทั้งสองคน เสร็จแล้วแล้วก็ไปนั่งคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วก็ไปเข้าเรียนอีกวิชา (ฟิตครับ ฟิต) ซึ่งพออาจารย์เห็นว่าเรามาเลยเลิกสอนแล้วคุยเล่นทั้งคาบเลย 5555 (เป็นอาจารย์ที่เจ๋งมาก)
พอเรียนเสร็จ ตอนเย็นๆ เราก็ไปเดินเล่นกะรุ่นน้อง (เล่าละเอียดไปมะ)
คิดว่าหลายๆคนที่อ่านอยู่คงเคยมีความรู้สึกว่า พอตัวเองออกจากที่ๆใดไปแล้ว ที่นั่นจะการพัฒนาเกิดขึ้น (ฟังดูแปลกๆมั้ย 55)
ยกตัวอย่างเลยนะ
ตอนอยู่ม.4 ห้องไม่มีแอร์ ร้อนมากๆๆๆๆๆ พอเราขึ้นม.5 ปุ๊ป ห้องนั้นก็ติดแอร์
เป็นต้น
(อันนั้นเจ็บใจมาก 55)
กลับมาครั้งนี้ ผ่านไปยังไม่ถึงครึ่งปีเลยยย! (ถุ้าจะนับกันจริงๆก็สี่เดือนครึ่ง) แต่ก็รู้สึกเลยว่า ทำไมมันมีอะไรเพิ่มขึ้นเยอะจัง
ขอยกตัวอย่างแค่อันเดียวพอ
แถวๆหอมีสวนสาธารณะเปิดใหม่ แล้วก็มีไสลเดอร์อันใหญ่โตมโหฬารอยู่อันนึง
มีป้ายแปะไว้ด้วยแหละว่าสำหรับเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี …..
แต่ก็นะ 555+ (ต้องบอกมั้ยว่าไปลองมาแล้ว)
เย็นนั้นก็

ไปกินเนื้อย่างเมพ (อันนี้สำคัญมากๆ)
เห็นแล้วก็อยากไปกินอีก โน้ววววว
คือมันเป็นร้านที่รุ่นพี่คนนึงค้นพบ (คือมันพึ่งเปิดใหม่) เมื่อตอนเดือนพฤศจิกาปีที่แล้ว (ยังจำได้) แล้วร้านเนื้อย่างเชนนี้ก็มีอยู่แค่แถบโอซากาเท่านั้นอ่ะ
เศร้า T^T
เคยบ่นไปยังว่าตั้งแต่มาโตเกียวนี่ได้กินเนื้อย่างไปแค่สองครั้งเอง !
ก่อนที่จะยืดยาวไปกว่านี้
ขอเล่าแบบ รวดเร็ว ฉับไว ละกันนะ 55+
วันเสาร์ : นัดกินข้าวกับครู+เพื่อนที่โกเบ
คือวันนั้นก็นัดเจอกับครูที่สอนเศรษฐศาสตร์ การเมือง ปีที่แล้ว แล้วก็นัดเพื่อนๆไปกินข้าวกันที่โกเบ
เอาจริงๆมันเป็นเมืองที่ไม่ค่อยมีอะไรแหละ แต่เราชอบ 55+
กินข้าวเที่ยงกัน เสร็จแล้วก็ไปเดินเล่นกับครู (เค้าพาลูกมาด้วยแหละ) เสร็จแล้วครูก็กลับ พวกเราก็เดินเล่นต่อ จนเหนื่อย แล้วทุกคนก็แยกย้าย
ลืมถ่ายรูปรวมแหละ !!!! เฟล มาก ที่ สุด ! TT
เย็นวันนั้นก็ ไปร้องเกะกับเพื่อนและรุ่นน้อง(คนไทย)ที่อยู่โกเบ(ทั้งอาศัยอยู่ และมาเที่ยว)
วันอาทิตย์ : วันนั้นก็ไปหาเพื่อนๆที่อยู่เกียวโต (มีอยู่สี่คน)
ไปกินข้าวเที่ยง แล้วก็ไปนั่งเล่นที่บ้านของเพื่อนคนนึง เป็นอันจบ
สั้นไปมั้ย 55 บอกเพิ่มให้อีกนิดก็ได้ว่าตอนกลางวันกินอาหารอินเดีย)
ต่อจากนั้น เราก็ไปหาโฮส (แต่ไม่ได้ถ่ายรูปกะโฮส = = ลืมอีกและ)
รูปข้างบนนั่นคือทางเข้าคอนโดโฮสเราแหละ
เออ เค้าซื้อรถคันใหม่แล้วด้วย ! บอกแล้วว่าอะไรๆมันเปลี่ยนไปเยอะจริงๆ
วันจันทร์ :
เป็นวันเดียวที่เราไม่มีแผนไปเจอใคร 55+ กะว่าจะได้อยู่กับรุ่นพี่ รุ่นน้อง คนไทยมั่ง
ก็… มันเป็นวันที่ 1 สิงหาคมพอดี
ถ้าถามว่าทำไมเรายังจำได้ ก็ต้องตอบว่า..เพราะว่าวันที่ 1 ของทุกเดือนตั๋วหนังมันจะถูก!
สรุปคือไปดู Transformers 3 มา 555
ดูเสร็จแล้วก็ไปเกะต่อ
เป็นอันจบวัน
วันอังคาร :
ก็เป็นวันที่เราวางแผนจะกลับโตเกียวแล้วว มีนัดกินข้าวกับเพื่อนต่างชาติแบบ mix
mix ก็คือชวนมาแบบไม่แบ่งว่าเเอาคนที่เคยอยู่ห้องญี่ปุ่นเดียวกัน หรือคนเรียนสายศิลป์
ไปกินข้าวที่ห้างๆใหม่ ซึ่งใหญ่มากกกกกกก ที่พึ่งเปิดเมื่อเดือนพฤษภาที่ผ่านมา (ถ้าจำไม่ผิดนะ)
บอกแล้วว่าแปปเดียวเองอะไรๆก็เปลี่ยนไปเยอะมากก
ความจริงมีถ่ายรูปรวมแต่ว่าใช้กล้องเพื่อนถ่ายอ่ะ แป่ว เอารูปวิวไปดูแทนละกัน
(เอาจริงๆมันก็มีอยู่ในเฟสบุ๊คแต่ขี้้เกียจ 55)
(ปีที่แล้วเห็นเค้าก่อสร้างอยู่ ตอนนี้เสร็จแล้วว)
4. เที่ยวคิวชู ! !
(รอเอนทรี่หน้าละกันนะครับบ)
5. ซักนิดก่อนเปิดเทอม
เรากลับมาถึงญี่ปุ่นวันอาทิตย์ที่ 16 กันยา. . .
กลับจากไทยมาทุกครั้ง เราก็จะเอาของกลับมาเยอะ (คราวนี้ 50 กิโลแน่ะ ไม่รู้มีอะไรมากมาย = =) ธรรมดาเราก็จะส่งของที่แพ็คใส่ลังไปทางไปรษณีย์ แล้วก็คนกระเป๋าเดินทางกลับเอง….
แต่คราวนี้ ขี้เกียจ มันหนัก ! เบื่อ ! 55+ ก็เลยส่งทุกอย่าง…. ใช่แล้ว… ทุกอย่าง ! ทางไปรษณย์ แล้วเราก็เดินตัวเบาออกจากสนามบินแบบว่าทั้งตัวมีเป้อยู่ใบเดียว
พอไม่มีของแล้ว ก็… ไม่ต้องรีบกลับหอก็ได้นิ 55+
เอ้ย พึ่งนึกขึ้นได้ว่า เราควรจะเล่าอีกเรื่องก่อน
(ตัดฉาก)
ย้อนกลับไปคืนวันเสาร์ที่ 15 กันยา…
เราก็ไปที่สนามบิน จะไปขึ้นเครื่อง
เพื่อจะยังจำกันได้ว่า ก่อนหน้านี้เรามีปัญหาเวลาเช็คอินกระเป๋าเพราะว่า กระเป๋าหนักไป ทำให้ต้องเอาของออกมาใส่เป้ ซึ่งทำให้เสียเวลา(และอารมณ์)พอสมควร
แต่คราวนี้ พ่อเราได้โทรไปขอเพื่อนคนนึง (ความจริงคือแฟนของรูมเมทพ่อเราตอนอยู่มหาลัย) ซึ่งทำงานอยู่การบินไทย ให้ช่วยเพิ่มโควตาน้ำหนักให้หน่อย จะได้ไม่มีปัญหา (ก็เลยเอามา 50 กิโลนี่ไง 555)
ทีนี้ เพื่อนพ่อเรา ซึ่งความจริงคือแฟนของรูมเมทพ่อเราตอนอยู่มหาลัย (จะบอกอีกทำไม) ก็ใจดี๊ ใจดี อัพเกรดให้เราได้นั่ง business class
ตอนนั้นตื่นเต้นมากฮะ แบบว่าเกิดมายังไม่เคยนั่ง 55 (ราคาตั๋ว business มันจะแพงกว่าแบบธรรมดาสองเท่ากว่าๆอ่ะ เท่าที่สังเกตดู)
เค้าดูแลอย่างวีไอพีมาก ตั้งแต่เช็คอิน ผ่านตรงที่เข้าตรวจ… เออ ตรงที่เป็นทางเข้าไปข้างในที่มันมีการตรวจกระเป๋าอะไรเนี่ย ของ first class กะ business class นี่มีทางเข้าของตัวเองแยกออกมาด้วยนะเนี่ย พึ่งรู้ = =”
พอขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินแล้ว… เราก็นึกขึ้นได้ว่า น่าจะเอาไปอัพบล็อกนะเนี่ย 55
พอเรานั่งลงปุีป ก็มีแอร์เอาน้ำมาเสริฟเลย (รวดเร็วมาก) มีน้ำหลายอย่างมาก รวมไปถึงเบียร์ ไวน์ แชมเปน (สะกดยังไงอะ 55)
เราก็หยิบมาอันนึง หุหุ
(อยากจะบอกว่าตอนนั้นลังเลว่าจะถ่ายรูปดีมั้ย คือถ้าธรรมดาเราคงไม่ถ่ายแน่ๆแต่ว่าตั้งใจจะเอามาอัพบล็อกก็เลยถ่าย คือไม่กล้าถ่ายมากด้วย รู้สึกอาย 55)
สำหรับหน้าที่นั่ง….
ก็อย่างที่เห็นว่ามีมอนิเตอร์ (ขนาดเท่ากับ economy นะเราว่า) แล้วก็มี slipper แล้วก็ถุงผ้าอันนึงซึ่งมี…
คือมีแปรงสีฟันกับยาสีฟันแบบ อย่างที่ใช้ในบ้านเลยอะ (คือธรรมดาเค้าจะให้อันแบบที่มันห่วยๆมาอะ) แล้วก็มีอีกหลายอย่างตั้งแต่ที่ปิดตาตอนนอนไปจนถึงลิบมัน (ตามรูป)
พอรับน้ำเสร็จปุ๊ปปปป ก็มีแอร์สองคนเข็นรถเข็นมา บนรถเข็นนั้นก็มีหนังสือพิมพ์และ นิตยสารวางอยู่เต็มไปหมด เค้าก็ถามเราว่าจะรับหนังสือพิมพ์ฉบับไหนดี
“คมชัดลึกครับ”
ไอเราก็ตอบไปแบบไม่ได้คิดเพราะว่าที่บ้านรับคมชัดลึกอยู่
แอร์ก็ส่งหนังสือพิมพ์มาให้ แล้วเค้าก็ถามเราว่าอยากรับนิตยสารเล่มไหนมั้ย
แอร์คนนึงก็พูดขึ้นมาว่า “ถ้าให้พี่เดานะ น้องต้องชอบอันนี้แน่เลย” แล้วก็หยิบนิตยสารที่เกี่ยวกับรถมา แบบเป็นพวกรถสปอร์ต รถแข่ง
เราก็พึมพำตอบไปว่า “เอ่อ… ไม่เป็นไรครับ” คือเราก็ชอบรถอ่ะนะ แต่ว่าตอนนี้ยังไม่ค่อยรู้เรื่องอะไรเกี่ยวกับรถมากเท่าไหร่ถึงเอานิตยสารนั้นมาก็คงได้แต่ดูรูปรถ 55+
ทันใดนั้นแอร์อีกคนก็หยิบนิตยสารอีกฉบับขึ้นมา…
"น้องลองดูอันนี้มั้ยคะ”
มองแวบแรก เราก็เห็นแต่รูปผู้หญิง 55+ (ในรูปข้างบนนี่มองเห็นอะไรเป็นอย่างแรกกันล่ะครับ)
เราก็ยิ้มๆ หัวเราะออกมานิดนึง
แอร์คนนั้นก็คงเข้าใจว่าเราคิดว่ามันเป็นนิตยสารอะไร เค้าก็เลยบอกว่า
“อย่าดูแค่ปกสิ ลองอ่านดู มันดีจริงๆนะ”
ปรากฎว่ามันก็ดีจริงๆ 555
คือมันเป็นนิตยสารเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์น่ะ
หลังจากนั้น ก็มีแอร์อีกคน (มาอีกละ) เอาเมนูอาหารมาให้เราดู
อืมมมมม มีเมนูด้วยหรอเนี่ย (เราคิด) คือถ้านั่งชั้นธรรมดาเค้าก็จะเข็นมาแล้วก็ถามเอาตรงนั้นเลยว่าจะกินอะไร (ธรรมดาจะมีสองอย่างให้เลือก ซึ่งถ้าอย่างนึงหมดไปแล้วเราก็จะไม่มีสิทธิ์เลือก)
ในเมนูนั้นก็มีเมนูเครื่องดื่มมาด้วย
จะเห็นได้ว่าที่เขียนอยู่ในเมนูมีแต่แอลกอฮอล์ 55
เอ้อ
ถ่ายรูปที่นั่งมาให้ดูด้วย คิดว่าน่าจะเคยเห็นกันนะ
แน่นอนว่ากว้างกว่าปกติ แล้วมันก็สามารถเอนได้จนแบบ นอนราบไปเลยอ่ะ ทำให้นอนสบายมากกกกก
อีกอย่างที่ชอบก็คือหูฟัง
แบบนี้ดีกว่าหูฟังแบบเสียบหูธรรมดามากมาย !
เล่ามาถึง ณ จุดๆนี้ ยังจำกันได้มั้ยว่าตอนแรกเราเล่าเรื่องที่เรากลับมาถึงสนามบินที่ญี่ปุ่นแล้วก็ส่งของทุกอย่างกลับหอ แล้วออกจากสนามบินโดยที่ทั้งตัวมีเป้อยู่ใบเดียว
คือที่ตัดมาเล่าเรื่องตอนขึ้นเครื่องบินเนี่ยเพื่อจะบอกว่า พอขึ้นเครื่องไปแป๊ปนึงเค้าก็มาเสิร์ฟกาแฟ ซึ่งเราก็ดื่มไป เลยไม่ง่วงเลย 555 แล้วก็ดูหนังไปอีกเรื่องนึง แล้วก็นอนไปประมาณ 1 ชมโมงได้ แล้วก็ตื่นมาดูหนังอีกเรื่องนึง แล้วก็… ถึงสนามบินแล้ววว
(ตัดฉากกลับไปตอนที่จะออกจากสนามบิน)
ณ ตอนนั้น รู้สึกว่าไม่ต้องรีบกลับหอก็ได้เพราะว่าไม่มีของ แล้วถึงรีบกลับไปเราก็คงนอน เพราะตอนนั้นเริ่มง่วงแล้ว ที่ไม่อยากกลับไปนอนก็เพราะว่าวันต่อมา(วันจันทร์)เราจะไปเที่ยว แล้วมันต้องตื่นเช้ามากๆ กลัวว่าถ้ากลับไปนอนเลยแล้วตอนกลางคืนจะนอนไม่หลับ แล้วเช้าจะตื่นไม่ไหว
ด้วยเหตุผล(ที่ฟังดูแปลกๆ)นั้น เราก็ไปเล่นที่บ้านรุ่นพี่ 555 อยากไปเพราะไม่ได้เจอทุกคนมานานแล้ว แล้วก็มีเพื่อนที่อยู่เมืองอื่นกับรุ่นพี่จากโอซากามาค้างอยู่ด้วย ก็เลยจะไปเจอซักหน่อย
อยู่ที่นั่นถึงประมาณ 4 โมงเย็น แล้วเราก็กลับหอ….
กลับมา เจอรูมเมทอยู่แค่คนเดียว (มีสี่คน) คนอื่นก็ไปทำงานพิเศษกันอยู่ (ดูใช้เวลาเป็นประโยชน์ดี
ณ ตอนนั้น อยากนอนมากๆ แต่ยังนอนไม่ได้เพราะว่า กระเป๋ายังไม่มาถึง !!
ในที่สุดกระเป๋าก็มาถึงเวลาประมาณ 1 ทุุ่มครึ่ง เราก็เปิดกระเป๋า หยิบเสื้อผ้าออกมา แล้วก็ไปอาบน้ำ.. เสร็จแล้วก็จัดกระเป๋าที่จะไปเที่ยว แล้วก็เข้านอนไปตั้งแต่ 3 ทุ่ม…..
พอเวลาตีห้าก็ตื่นขึ้นมา จัดกระเป๋าต่อ จนเสร็จ แล้วก็ออกเดินทางไปสถานีโตเกียวเพื่อที่จะไปขึ้นรถชินคันเซ็นไปฮิโรชิมา (ที่เป็นจุดเริ่มต้นของทริป)
ก็ไปถึงสถานีซักประมาณหกโมงครึ่งได้ แต่ว่าเรามีเงินไม่พอซื้อตั๋วชินคันเซ็น ก็เลยจะไปกดเอทีเอม แต่ปรากฎว่า… เอทีเอ็มมันเปิดเจ็ดโมง โน้วววว
สรุปคือ ได้ขึ้นรถไฟรอบ 7.30 ใช้เวลาเดินทาง 4 ชม ก็เลยนอนๆตื่นๆในรถไฟไป
ตอนนั้นมีความรู้สึก jetlag เพราะว่า… ตอนอยู่ไทยเรานอนดึก แล้วตื่นซักเที่ยง (ซึ่งก็คือบ่ายสองโมงของญี่ปุ่น) แต่ทว่าเมื่อเช้าที่ผ่านมาเราตื่นตอนตีห้า ซึ่งก็คือตี 3 ของไทยนั่นเอง = =”
.
.
.
.
.
.
แล้วเราก็ไปเที่ยวมาแปดวัน……… (รอเอนทรี่หน้านะครับบ)
.
.
.
.
.
.
กลับมาถึงตอนเย็นวันจันทร์ที่ 26 … เปิดเทอมก็วันศุกร์
มีวันว่างอยู่สามวันก่อนเปิดเทอม… ทำอะไรดี
วันอังคารก็ พักฟื้น จากการเที่ยว แล้วก็ unpack ของ (ความจริงคือ ณ ตอนนั้นเอาออกมาแค่เสื้อผ้ากับคอม 55) เสร็จแล้วก็นั่งอัพรูปที่ไปเที่ยวมา….
ประมาณ 800 รูปได้แน่ะ !
แล้วก็ทำความสะอาดกล้อง (รู้สึกว่าความจริงควรจะทำก่อนไปเที่ยวนะ = =)
ตอนนั้นเราพึ่งรู้ว่ากล้องของเรามีอัพเดท firmware ใหม่ (คือมี software ใหม่) ซึ่ง
มันออกมาตั้งแต่มิถุนาแล้ว = =” มันก็เป็นอัพเดทนี่เพิ่มฟังก์ชันหลายๆอย่าง มีโหมดใหม่ๆ (น่าจะอัพก่อนไปเที่ยวนะ = =)
เย็นวันนั้น เราก็ชวนเพื่อนๆไปเดินเล่นอากิฮาบารา (เคยได้ยินชื่อมั้ย) กัน คือมันเป็นแหล่งขายพวกเครื่องใช้ไฟฟ้า การ์ตูน ฟิเกอร์ (พูดง่ายๆคือของที่พวกบ้าคลั่งการ์ตูนจะชอบ) อากิฮาบารานี่ก็อยู่ในโตเกียว แต่เรายังไม่เคยไปเลย = =
เอาจริงๆคือยังมีอีกหลายที่ในโตเกียวที่ไม่ค่อยและไม่เคยได้ไป อาจจะเป็นเพราะเราคิดว่าอยู่นี่ไปอีก 4 ปี คงได้ไปเองแหละ
เออ สำหรับฟังก์ชันของกล้องที่เราบอกว่ามันมีเพิ่มขึ้นมาเนี่ย มันคือการถ่ายแบบดูดสีแหละ
เจ๋งตรงที่มันสามารถถ่ายวีดีโอแบบดูดสีได้ด้วย คล้ายๆกับโฆษณาซักธนาคารนึงที่เคยเห็น (จำไม่ได้แว้วว)
เนื่องจากเป็นโหมดใหม่ ก็เลยเห่อถ่ายรูปไปเยอะเหมือนกัน 55+
ความจริงมันดูดสีอื่นนอกจากสีเหลืองได้นะๆ
รู้สึกว่าตัดสินใจถูกมากที่เลือกซื้อกล้องนี้ > <
คือมันถ่ายภาพได้เหมือนกล้อง DSLR (กล้องสีดำๆ) เลยอ่ะ แต่มันเล็กกว่า แล้วก็มีจอที่ช่วยให้เราเห็นได้เลยว่าเวลาปรับค่าอย่างโน้นอย่างนี้แล้วภาพมันเปลี่ยนไปยังไง
ข้อเสียของมันก็คือ มันอาจจะปรับลำบากเพราะว่ามันต้องเข้าไปปรับในเมนู (แต่เอาจริงๆถ้าตั้ง shortcut ไว้มันก็ไม่ยากเลยนะ) ต่างจากกล้อง DSLR ที่มันจะมีปุ่มให้ปรับทุกอย่างอยู่ (ก็กล้องมันใหญ่ไง เลยมีที่)
จบเรื่องกล้อง 55
เออยังไม่จบก็ได้ แถมรูปกล้องให้ดูๆ

อ่ะ จบเรื่องกล้องจริงๆละ 555+
เป็นอันจบวันพุธไปด้วย
วันพฤหัส…
เราก็นัดกับเพื่อนไปเที่ยวโตเกียวโดม คือมันเป็นสวนสนุกในโตเกียวน่ะ
ปรากฎว่าเราไปถึงเร็ว ก็เลยไปถ่ายรูปเล่นระหว่างรอคนอื่น
(บอกแล้วว่าเห่อฟังก์ชันใหม่ 55)
รู้สึกว่าฟ้าสว่าง แสงดี เหมาะกับการถุ่ายรูปมาก
ว่าแล้วก็แถมอีกรูป
กลับมาที่เรื่องสวนสนุก
ก่อนเข้าเราก็ไปกินข้าวกันก่อน…
แต่ปรากฎว่า ตอนเข้าไปแล้วพึ่งรู้ว่าไอ้รถไฟเหาะเนี่ย มันปิด !! (อะไรฟระะ)
แล้วเครื่องเล่นอันอื่นดูแล้วก็ไม่น่าจะหวาดเสียวเลย (ลองดู)
ด้วยเหตุที่กล่าวมานี้ พวกเราก็เลยไปเดินเล่นที่อีกส่วนของโตเกียวแทน
แล้วก็ซื้อเครปกินน
เดินๆไปซักพัก ในที่สุดพวกเราก็…
ไปเกะ 5555+
เสร็จแล้วก็กินข้าวเย็น กลับ
เป็นอันจบวัน
เป็นอันจบปิดเทอม T^T
พึ่งมารู้สึกถึงความเร็วของปิดเทอมอีกครั้ง หลังจากที่ปีที่แล้วเอาจริงๆแล้วมันไม่มีปิดเทอม กับตอนม.6 ที่ปิดเทอมกับเปิดเทอมเราไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่ (ฮา)
เป็นอันว่าจบเอนทรี่นี้….
แค่นี้ก่อนนะครับทุกคน จะรีบอัพเรื่องที่ไปเที่ยว(ก่อนที่เราจะลืม 55)
ตอนที่อ่านนี้คิดว่าน่าจะเปิดเทอมกันหมดแล้ว (หรือว่ากำลังสอบอยู่ แล้วไม่อ่านหนังสือ !!?!)
อยากจะบอกว่าปิดเทอมมันสั้นนะ ! สั้นมากๆด้วยสำหรับบางคน แบบว่าปิด 6 วัน = =” (สงสารครับ)
แต่อย่างไรก็ตาม ใช้ปิดเทอมให้คุ้มล่ะ ! :)
ป.ล. หลังจากที่ไม่ได้เขียนบล็อกมาสามเดือน มันต้องใช้ความพยายามอย่างมากที่จะเริ่มเขียน = =” แบบว่ารู้สึกขี้เกียจมากก
ป.ล.2 ไว้อาลัย Steve Jobs …. ขอบคุณสำหรับ iPod Nano, iPhone, iPhone 3GS, iPhone 4 แล้วก็ Mac Book Pro ที่เราใช้อยู่ตอนนี้ (นึกอีกที มันก็ไม่เชิงขอบคุณหรอกนะ เพราะว่าเราจ่ายตังซื้อเอง 555) คือเราว่าเค้าเป็นคนที่เจ๋งมากๆ